ความปลอดภัยในอาหาร สำหรับร้านอาหารหลังน้ำท่วม

ต้องขอให้กำลังใจกับท่านผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่ถูกน้ำท่วมทุกท่าน ในวันนี้เรามีบทความดีๆ เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในอาหาร สำหรับร้านอาหารหลังน้ำท่วมกันนะครับ คงเป็นประโยชน์แก่ร้านอาหารทุกๆ ร้าน และขอให้ทุกร้านฟื้นคืนสู่สภาพปกติ และมีลูกค้าเยอะๆ ในช่วงปลายปีนี้นะครับ

 

หลังจากการต่อสู้กับน้ำ เพื่อไม่ให้ท่วมมาอย่างยาวนาน (อาจเรียกว่า อย่างดันทุรัง) แล้วแพ้  น้ำท่วมเข้าท่วมสถานประกอบการ สิ่งที่สำคัญสำหรับสถานประกอบการร้านอาหาร ร้านค้าปลีก คือท่านต้องทำอะไรบ้าง ก่อนทำเปิดสถานประกอบการเพื่อผลิตหรือจำหน่ายอาหารตามปกติ ซึ่งท่านมักต้องฟื้นฟุสถานประกอบการที่รวดเร็วกว่าโรงงาน เพราะลูกค้าไม่เคยรอใคร

 

น้ำที่เข้าท่วมร้านอาหารของท่าน  มักเป็นน้ำสกปรก(ยกเว้นว่าร้านท่านติดแม่น้ำเจ้าพระยาตอนเหนือๆ) ที่ซึ่งไม่อาจคาดได้ว่าน้ำที่มาท่วมนั้นมาจากแหล่งใด หรือปนเปื้อนอะไรมาบ้าง ปนเปื้อนมากน้อยเพียงใด  ซึ่งการปนเปื้อนนั้นเป็นไปได้ ตั้งแต่ น้ำเน่า น้ำในท่อ สารเคมีจากโรงงาน มูลสัตว์ ขยะมูลฝอย จนถึงยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีอันตราย ด้วยเหตุผลนี้ ร้านอาหารที่ถูกน้ำท่วม จึงต้องเน้นในเรื่องการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อก่อนเปิดกิจการตามปกติ ท่านสามารถ Download เอกสารเรื่องการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีนได้ที่นี

 

เพื่่อให้สามารถประกอบธุรกรรมได้ตามปกติ งานหนักๆๆๆ และหลักๆ คือการทำ Big Cleaning และ การฆ่าเชื้อ  ท่านต้องไม่ลืมว่า พนักงานที่เข้าสถานที่ ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมไม่ว่าแว่นตา เสื้อคลุม ถุงมือ รองเท้าบู๊ต ทีจำเป็น เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัยในการทำงาน โดยเฉพาะกรณีลื่นหกล้ม  พนักงานก่อนเข้าทำการกู้สภาพร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ต้องไม่ลืมทำการล้างและฆ่าเชื้่อที่มือตามขั้นตอนปกติ

สำคัญสุดๆ ท่านต้องมั่นใจว่าความปลอดภ้ยทางไฟฟ้า ได้รับการตรวจสอบโดยวิศวกร ก่อนที่จะให้พนักงานเข้าทำความสะอาดในพื้นที่ หรือสัมผัสกับอุปกรณ์ใดๆ โดยเฉพาะหากท่านมีการใช้เตาแก็สและมีการปิดร้านอย่างฉุกเฉิน ท่านต้องให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทำการตรวจสอบก่อนเข้าสถานประกอบการ

 การทำความสะอาด

  •  เพื่อป้องกันหรือลดการเติบโตของเชื้อรา ให้เข้าทำการกู้สภาพร้านอาหาร ภายใน 24-28 ชั่วโมงหลังจากน้ำลด
  • ให้นำวัสดุที่เปียก ที่ซึ่งไม่สามารถล้างทำความสะอาดได้ออกทิ้งโดยทันที  รวมทั้งน้้ำที่ตกค้างอยู่ ต้องซับและทำให้แห้งอย่างเร็ว
  • ตู้หรือเคาน์เตอร์ built-in ให้ตรวจสอบโครงสร้างด้านในว่าสภาพยังดีอยู่หรือไม่ เนื่องจากมักมีซอกมุมที่มองไม่เห็นจากภายนอก ให้ใช้ไขควงหรืออุปกรณ์ทำการเคาะเพื่อฟังเสียงหรือให้น้ำหยด ตามฐานของตู้ว่ามีน้ำอยู่ภายในหรือไม่ และให้เปิดบานประตู่เปิดไว้ จนกว่าเฟอร์นิเจอร์นั้นจะแห้ง
  • เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว เช่นโต๊ะ ตู้ที่ทำจากไม้ ปาร์ติเกิลบอร์ด หรือ แผ่น เอ็มดีเอฟ ไม่เนื้ออ่อน ไม้วีเนียร์ ไม้อัด มีแนวโน้มว่าท่านต้องโยนทิ้งเป็นอย่างยิ่ง เพราะวัสดุเหล่านี้จะซับน้ำไว้ มีเชื้อรา และเสียหายมาก เฟอร็นิเจอร์ที่ทำด้วยไม่จริง ไม้เนื้อแข็ง ไม้สัก หวาย หากมีสภาพดี สามารถทำความสะอาดและตากลมให้แห้งได้ ไม่ควรตากแดดเพราะจะทำให้ไม้บิดงอ พอแห้งสนิททาด้วยน้ำยาย้อมไม้
  • อาหารใดๆ ไม่ว่าอยู่ภายในหรือนอกบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสกับน้ำท่วม ให้ทำการทำลายทิ้ง
  • พื้น, ผนัง, วัสดุตกแต่ง, พรม, และอุปกรณ์ที่เสียหาย ให้ทำลายทิ้ง และเปลี่ยนใหม่ ตามความจำเป็น
  • แผ่นยิบซั่มเป็นวัสดุที่ง่ายต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา ให้เลาะทิ้งและเปลี่ยนใหม่เท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะส่วนที่สัมผัสกับน้ำท่วมและใกล้เคียง เลาะทิ้งให้สูงกว่าระดับน้ำอย่างน้อย 60 เซนต์
  • พื้น ผนัง และพื้นผิวอุปกรณ์ จะต้องทำความสะอาดด้วยสบู่ ล้างด้วยน้ำสะอาด และทำการฆ่าเชื้อ
  • พรมควรจะเอาออกทิ้ง หรือนำไปทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ
  • ใช้สารซักฟอก เพื่อทำความสะอาดพื้น, อุปกรณ์, และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอื่น ล้างตามด้วยน้ำสะอาด และทำการฆ่าเชื้อที่พื้ะนและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยใช้สารฆ่าเชื้อที่ได้รับการอนุมัติ หรือ ใช้สารประกอบคลอรีน 500 ppm หรือตามความเข้มข้นที่แนะนำโดยผู้ผลิต
  • ให้ทำการเป่าแห้งกับพื้นที่ได้รับผลกระทบ
  • ทำความสะอาด และ ฆ่าเชื้อ เครื่องมืออุปกรณ์ประกอบอาหาร ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ
  • นำผ้า หรือเครื่องแบบที่โดนน้ำท่วม ไปทำการซักแยกต่างหากจากผ้าอื่น ๆ โดยใช้สารฟอกขาวและ / หรือซักรีด ฆ่าเชื้อ
  • ทิ้งอุปกรณ์ทำความสะอาด เช่นผ้าม็อบและอุปกรณ์ช่วยทำความสะอาดอื่น ๆ ที่สัมผัสกับน้ำท่วม

ในอีกหนทางหนึ่ง ให้ใช้บริการทำความสะอาดจากภายนอก ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อถานประกอบการอาหาร

 อุปกรณ์

  • ทำการล้าง กระทะ, จานและเครื่องมือเครื่องใช้ในการเตรียม (รวมถึง อุปกรณ์เปิดกระป๋อง) ด้วยสบู่และน้ำร้อน และทำการฆ่าเชื้อโดยการต้ม หรือแช่สารฆ่าเชื้อตามคำแนะนำของผู้ผลิต
  • ล้างเคาน์เตอร์ ล้างอุปกรณ์และทำการล้างพื้นผิวที่ไม่สัมผัสตรงกับอาหาร ด้วยสารซักฟอกและน้ำร้อน และทำให้แห้ง
  • อ่างล้างจาน รวมถึงอุปกรณ์และเครื่องใช้
    • ล้างด้วยน้ำสะอาด และ ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนที่ความเข้มข้น 50-300 ppm หรือ ฆ่าเชื้อด้วยกรรมวิธีอื่นๆที่ได้รับการอนุมัติ อื่น ๆ สำหรับทุกพื้นผิวที่สัมผัสกับอาหาร
    • เครื่องล้างจาน ให้ล้างฆ่าเชื้อน้ำสุดท้ายด้วยคลอรีน 50 ppm หรือ ล้างสุดท้ายด้วยน้ำร้อน 85 – 90 °C (สำหรับเครื่องล้างจานที่ฆ่าเชื้อด้วยน้ำร้อน)
    • ชุดทดสอบที่ใช้เพื่อวัดความเข้มข้นของสารเคมีฆ่าเชื้อ และเทอร์โมที่ใช้วัดอุณหภูมิ ต้องได้รับการสอบเทียบและบันทีก ในกรณีที่ตรวจวัดอุณหภูมิน้ำร้อนถึง 85 °C หรือพื้นผิวภาชนะที่ 75 °C.
    • ให้ทำการล้างอ่างล้างจานด้วยน้ำเปล่า และฆ่าเชื้อ อย่างน้อยสามรอบ เพื่อล้างเส้นทางเดินน้ำและส่วนซอกมุมต่างๆ ก่อนนำเครื่องมือ อุปกรณ์มาล้างในอ่างนี้
  • ตู้แช่ ตู้โชว์ และตู้เย็น ที่ใช้ในการเก็บอาหาร ต้องนำอาหารที่ปนเปื้อนออกก่อนทำความสะอาด
  • ต้องล้าง ตู้แช่ ตู้โชว์ ตู้เย็น ทั่วทุกผืนผิวทั้งนอกและใน ด้วยผงซักฟอก และล้าง ควรล้างให้สะอาดทั้งภายในและภายนอกด้วยผงซักฟอก (ให้ระวังเป็นพิเศษเป็นบางพื้นที่ เช่น ไฟส่องสว่าง ท่อทางระบายน้ำ อากาศ, ซอกมุมอับ, รอยแตก ที่จับประตู และประเก็นประตู เป็นต้น.) ให้ทำการฆ่าเชื้อทุกพื้นผิว
  • หากฉนวนกันความร้อน, ปะเก็นประตู, ท่อทางต่างๆของอุปกรณ์ เสียหายจากน้ำท่วมให้ทำการเปลี่ยน
  • ให้ทำการเปลี่ยนไส้กรองทุกชนิด รวมถึงกรองของเครื่องทำน้ำแข็ง ตู้เครื่องดื่ม ท่อไอน้ำ ให้ทำการล้างทิ้งไว้เป็นเวลาอย่างน้อย 10 ถึง 15 นาที
  • เครื่องทำน้ำแข็ง หลังจากนำน้ำที่ค้างออก ให้ทำการล้าง ฆ่าเชื้อ ให้ทดลองทำน้ำแข็ง ทิ้งอย่างน้อย 3 รอบ
  • ต้องทำความสะอาดอ่างล้างมือและฆ่าเชื้อก่อนกลับมาใช้งาน
  • อุปกรณ์อื่นให้ทำการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้ตามการออกแบบ
  • เตา ให้ทำความสะอาด และตรวจสอบโดยละเอียดจากช่างที่มีความรู้ในด้านความปลอดภัย

ผนัง พื้นและฝา

  • หากน้ำได้ท่วมถึงข้างฝายิปซั่ม ฉนวนกันความร้อน หรือ ฝ้าเพดาน ให้ทำการเลาะวัสดุทิ้ง 60 เซนติเมตรเหนือระดับน้ำท่วม
  • ให้ใช้ลมเป่าแห้งที่ฝากำแพงด้านใน กรณีเป็นฝาสองชั้น หรือมีฉนวนหุ้ม  เพราะโครงของผนังยังคงเปียกชื้นอยู่ ซึ่งสามารถเป็นแหล่งก่อให้เกิดเชื้อราหรือสร้างปัญหาในการตกแต่งในอนาคตได้
  • ไวนิล วอลเปเปอร์ ทุกชนิดต้องเลาะทิ้ง
  • ให้นำเสื่อน้ำมันหรือวัสดุปิดพื้นออก เพื่อให้สามารถทำความสะอาด และ เป่าแห้ง ที่ไม้หรือพื้นคอนกรีตด้านล่างได้
  • กรณีพื้นเป็นกระเบื้อง ด้านล่างของกระเบื้องยังคงมีน้ำขังอยู่ ท่านต้องทำการเปิดพื้นให้โล่ง และทำการระบายอากาศให้หมุนเวียนเพื่อรอเวลาให้น้ำใต้กระเบื้องปูพื้นระเหยจนหมด

 การควบคุมสัตว์พาหะ

• ทำการตรวจสอบและกำจัดสัตว์พาหะใด ที่อาจเข้ามาหลบอาศัย ๆ ช่วงระหว่างน้ำท่วม ซึ่งรวมถึงการกำจัดซากสัตว์พาหะที่พบ
• ให้ทำความสะอาดและทำการฆ่าเชื้อ ที่พื้นผิวสัมผัสอาหารใด ๆ ที่มีโอกาสสัมผัสกับสัตว์พาหะได้
• ให้ทำการปิดช่องทางทั้งหมดที่อาจเปิดระหว่างน้ำท่วม ที่สามารถส่งผลให้สัตว์พาหะสามารถเข้าสู่สถานที่ ทั้งนี้เนื่องจากระหว่างน้ำท่วม ช่องเปิดต่างๆอาจโดนทำลายจากน้ำท่วม
• กำจัดอาหารที่เสียหายจากน้ำท่วม ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทเท่านั้น และรีบนำไปกำจัดเพื่อป้องกันไม่ให้หนูและแมลงวันใช้เป็นแหล่งอาหารหรือเพาะพันธุ์

ผลิตภัณฑ์อาหารได้รับความเสียหาย

น้ำที่เข้ามาท่วมอาจปนเปื้อนด้วยความสกปรกมากมาย ไม่ว่าขยะอันตราย ขยะมูลฝอย ขยะติดเชื้อ น้ำเน่าเสีย น้ำมัน สารเคมี เชื้อโรคต่างๆ ด้วยเหตุผลนี้จะทำให้อาหารไม่ปลอดภัยต่อการนำไปบริโภค มีอาหารเครื่องดื่มน้อยชนิดมากๆที่ปลอดภัยหลังจากสัมผัสกับน้ำท่วม โดยหลักแล้วภาชนะบรรจุที่เป็นชนิดอ่อนและเป็นฝาเกลียวต้องทิ้งทั้งหมด

  • ทิ้งวัสดุอาหารและบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดที่แช่ในน้ำท่วม เว้นแต่อาหารที่บรรจุในกระป๋องปิดผนึกที่ยังไม่ได้รับความเสียหาย
  • ทำลายอาหารแช่เย็นและแช่แข็ง เช่นเนื้อไก่ ไข่และนมที่แช่ในน้ำท่วม “หากสงสัยคือทิ้ง”
  • ตรวจสอบอาหารประเภทกระป๋อง และหากพบร่องรอยการเสียหายใด ๆเช่น การบวม รอยรั่ว บุบ สนิมลึก และร่องรอยการเสียใดๆที่ทำให้ไม่สามารถเรียงซ้อนกระป๋องตามปกติ หรือใช้เครื่องมือเปิดกระป๋อง
  • ห้ามทำการซ่อมผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในภาชนะที่มีฝาปิด ทุกชนิด ไม่ว่าแบบเกลียว , แบบดึงเปิด, แบบบิด , crimped – CAPS และการปิดประเภทที่คล้ายกัน ที่แช่ในน้ำท่วม
  • ห้ามนำอาหารที่บรรจุในภาชนะพลาสติก, กระดาษ, ถุงผ้าและภาชนะต่างๆที่คล้ายกัน ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม
  • ในกรณีที่ต้องการใช้เพื่อเตรียมอาหารในเชิงพาณิชย์ สำหรับอาหารที่บรรจุในกระป๋องหรือถุงฆ่าเชื้อ (retort pouches) ให้ทำการจดบันทึกรายละเอียด แกะฉลากที่สามารถหลุดได้ออกทิ้ง, ทำการล้างด้วยน้ำสะอาดและทำการฆ่าเชื้อ ให้ทำฉลากชั่วคราวด้วยการชี้บ่ง ชนิด รายละเอียดวันหมดอายุและผู้ผลิตการ ในกรณีนี้ยกเว้นอาหารกระป๋องที่ฉลากได้หลุดล่อนก่อนหน้า
  • ให้นำอาหารที่เสียหายไปทิ้งทำลาย ในลักษณะที่ป้องกันไม่ให้มีการนำไปขายหรือแจกจ่าย สำหรับการบริโภคของมนุษย์

การรักษาอุณหภูมิอาหาร

วัตถุดิบที่เสื่อมคุณภาพได้ง่าย เช่น เนื้อสัตว์ ผักสด ต้องมีการจัดเก็บรักษาที่อุณหภูมิที่เหมาะสม ปัญหาหนึ่งของการเกิดน้ำท่วมคือมักมีไฟฟ้าดับตามมา ซึ่งทำให้ไม่สามารถรักษาอุณหภูมิได้ตามที่กำหนด

  • ตรวจสอบว่า ตู้แช่ ตู้เย็น และอุปกรณ์ทำความเย็น มีความสามารถในการรักษาอุณหภูมิได้อย่างสม่ำเสมอ (≤ 5 ° C หรือ อยู่ในสถานะแช่แข็ง) ก่อนนำอาหารไปเก็บ
  • ให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ที่ให้ความร้อนสำหรับการปรุงอาหาร สามารถทำอุณหภูมิที่เหมาะสม (≥ 60 ° C) สำหรับเนื้อสัตว์ดิบ และทำความเย็นเพื่อรักษาอาหารที่ (≤ 5 ° C)
  • ตรวจสอบว่าอุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้ในการเตรียมอาหาร (เช่น การปรุงสุก การทำให้เย็นและการอุ่น) สามารถทำงานได้ตามปกติ หรือได้รับการสอบเทียบอย่างถูกต้องก่อนที่จะนำไปใช้
  • ในกรณีอาหารแช่แข็งยังอยู่ในสภาพแข็งหรือกึ่งแข็ง และภาชนะบรรจุยังอยู่ในสภาพดี ไม่มีร่องรอยเสียหายจะสามารถนำไปแช่แข็งใหม่ได้ หรือในกรณีที่อุณหภูมิที่ผิวผลิตภัณฑ์ไม่เกิน 5 ° C และภายในยังคงสภาพแข็งอยู่ สามารถนำไปแช่แข็งใหม่ได้เพื่อปรุงอาหารได้ แต่ไม่ควรนำไปขายในสภาวะแช่แข็งเนื่องจากเกิดการเสื่อมสภาพ
  • อาหารกรณีแช่เย็นให้ใช้แนวทางตามตารางข้างล่างนี้ PHF = Potential Harxadous Food  โดยหลักการทั่วไป คือหากอาหารที่ต้องแช่เย็น ได้มีการจัดเก็บที่อุณหภูมิสูงกว่า 8 ° C จะเก็บได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง ดังนั้นหากตู้เย็นท่านได้ถูกตัดไฟเป็นเวลานาน น่าจะหมายถึงต้องทิ้งอาหารทั้งหมดที่เก็บในตู้เย็นนั้น ไม่ว่าอย่างไร ได้มีเกณฑ์ในการทิ้งอาหารดังตารางข้างล่างนี้
  • หลักการที่ต้องเข้าใจ คืออาหารแต่ละชนิดมีผลกระทบจากอุณหภูมิ แตกต่างกัน สภาพวัตถุดิบที่รับเข้าก็มีผลต่อเชื่อเติบโตในช่วงที่ขาดการควบคุมอุณหภูมิต่างกัน

สิ่งอำนวยความสะดวกทางกายภาพ

  • หากมีถังพักน้ำที่ถูกน้ำท่วม ให้ทำการล้างและฆ่าเชื้อ และทำการทดสอบเพื่อยืนยันว่าน้ำมีความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด หากสงสัยว่าถังพักน้ำหรือแหล่งน้ำที่ใช้อาจปนเปื้อน ให้ทำการติดต่อตัวแทนภาครัฐหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะ
  • ล้างทุกพื้นผิวภายในอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวก (เช่นพื้น ผนังและเพดาน), โดยใช้น้ำและผงซักฟอกทำความสะอาด และสารฆ่าเชื้อ
  • เชื้อรา สามารถเกิดได้ที่ ส่วนประกอบโครงสร้างของอาคาร (เช่นผนัง ข้างฝา ท่อ, ฝ้าเพดานและระบบ HVAC / ระบบระบายอากาศ) รับผลกระทบจากน้ำท่วมหรือความเสียหายอื่น ๆ ควรจะทำความสะอาดซ่อมแซมและฆ่าเชื้อเท่าที่เป็นไปได้
  • ระบบระบายอากาศและ hoods ควรได้รับการทำความสะอาดอย่างทั่วถึง และต้องปราศจากเศษซากใด ๆ ระบบระบายอากาศที่เสียหายจากน้ำท่วม และไม่สามารถทำความสะอาดหรือทำให้ถูกสุขอนามัยต้องถูกนำไปกำจัดและเปลี่ยนกรองระบายอากาศ

พนักงาน

  • ใส่ลดรายการอาหารให้น้อยลงหากจำนวนพนักงานที่ได้รับการอบรมมีจำกัด  ให้ทำการปรับรายการอาหารเพิ่มต่อเมื่อมีพนักงานที่ได้รับการอบรมในหน้าที่งานต่างๆมีเพียงพอ
  • เจลแอลกอฮอล์ให้ใช้หลังจากล้างมือ (เจลแอลกอฮอล์ที่มือ จะใช้ไม่ได้ผลกับเชื้อโรคในมือที่สกปรก ดังนั้นจึงไม่อาจใช้แทนน้ำและสบู่ล้างมือ)
  • ห้ามพนักงาน จับอาหารพร้อมกินด้วยมือเปล่า แต่ควรใช้ที่หนีบ, กระดาษแบบใช้ครั้งเดียว, ถุงมือแบบใช้แล้วทิ้ง
  • ข้อควรระวัง:

- พนักงานที่มีแผลเปิด ห้ามทำงานที่สัมผัสกับอาหาร พื้นผิวสัมผัสอาหาร หรือสัมผัสกับอุปกรณ์ทำความสะอาด

- ในกรณีที่ใช้ พลาสเตอร์ปิดแผลชนิดกันน้ำ ปิดที่แผลที่ติดเชื้อ หรือใส่ถุงมือ ก็อาจอนุโลมตามความเหมาะสม

- พนักงานป่วยด้วยโรคท้องร่วง อาเจียนหรือดีซ่าน ไม่อนุญาติให้ทำงานในสถานประกอบการ และไม่ให้กลับไปทำงานจนกว่า 24 ชั่วโมงหลังจากที่อาการยุติ

แหล่งที่มาของอาหารและใบเสร็จรับเงิน

  • หากมีการเปลี่ยนผู้ส่งมอบรายไหม่ ต้องทำตรวจสอบว่าอาหารทั้งหมด รวมถึงวัตถุดิบสด แช่แข็ง, จนถึงอาหารพร้อมกิน อย่างเข้มงวด อย่างน้อยท่านต้องซื้อจากผู้ขายที่ได้รับใบอนุญาตและจากแหล่งอาหารที่ได้รับอนุมัติ เท่านั้น
  • อาหารที่รับมา ต้องมั่นใจได้ว่า ได้มีการควบคุมอุณหภูมิระหว่างทางเป็นอย่างดี ไม่มีการเสียหาย และเชื่อถือได้
  • อาหารที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ ต้องรับมาในสภาพแช่แข็ง หรือที่อุณหภูมิต่ำกว่า 5 ° C สำหรับการจัดเก็บแช่เย็นในตู้เย็น
  • ในระหว่างนี้ ผู้ส่งมอบท่านอาจส่งมอบวัตถุดิบที่ไม่ได้มาตรฐานหรือมีการปนเปื้อนจากน้ำท่วมได้ ให้ท่านพิจารณาในเรื่องความเสี่ยงนี้โดยละเอียดโดยทำการตรวจรับอย่างเข้มงวด สำหรับวัตถุดิบประเภทผักผลไม้ซึ่งอาจปนเปื้อนให้ทำการล้างมากครั้งกว่าปกติโดยพิจารณาจากความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนกับน้ำท่วม และ ความน่าเชื่อถือของแหล่งเพาะปลูก  (ใช้อัตราส่วน น้ำ 3 ลิตรต่อ วัตถุดิบ 1 กิโล ล้างอย่างน้อย 3 ครั้งและใช้น้ำที่สะอาด และหากเป็นไปได้ให้ใช้ร่วมกับน้ำยาล้างผักทุกน้ำล้าง) อื่นๆท่านต้องพิจารณาจากความเสี่ยง เช่น ผักประเภท ที่ปลูกติดพื้นเช่น ผักกาด กระหล่ำปลี เป็นพืชผักที่ควรใส่ใจอย่างเข้มงวด มากกว่ามะละกอ  ผักที่มีเปลือกต้องปอกทิ้ง เช่นแครอท ย่อมปลอดภัยกว่ากระหล่ำปี ผักกาดขาว ผักที่มาจากภาคกลางที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมมีความเสี่ยงมากว่าผักทางภาคเหนือเป็นต้น

 

ขอบคุณ ข้อมูลดีๆ จาก Intertek- Moody ครับ

Mr.N

Posted in ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ | Tagged , , , | Comments Off

เปิดเสรีภาคบริการ ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารไทยจะปรับตัว หรือสร้างโอกาสอย่างไร ? (ตอนที่3)

มาต่อกันเลยนะครับ…สำหรับงานวิจัยธุรกิจร้านอาหารครับ

3. จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคของธุรกิจภัตตาคารร้านอาหารในประเทศไทย

จุดแข็ง/ความสามารถใรการแข่งขัน

-          บุคลากร บริกรในร้านอาหารไทยมีใจรักงานบริการ มีService Mind ให้บริการลูกค้าอย่างเต็มที่ ด้วยความเต็มใจ ทำให้ลูกค้ารายเดิม โดยเฉพาะชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่องเป็นลูกค้าประจำ

-          การตลาด

            ระดับราคาของอาหารไทยค่อนข้างถูกกว่าอาหารต่างชาติเป็นอย่างมาก เช่น การใช้จ่ายต่อหัวสำหรับอาหารญี่ปุ่นก็สูงถึง 500 บาทต่อหัว ในขณะที่อาหารไทยมีค่าใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ยเพียง 180-200 บาทเท่านั้น ทำให้ยังได้รับความนิยมจากลูกค้าชาวไทยและต่างชาติที่ไม่นิยมบริโภคของแพง

            การจัดทำการส่งเสริมการขาย เพื่อมีทางเลือกในการใช้บริการที่หลากหลาย เช่น มีบริการเสริมอื่นๆ นอกเหนือจากอาหาร อาทิ ห้องคาราโอเกะ ห้องประชุม ห้องจัดเลี้ยง การทำสปา ทำให้ลูกค้าพึงพอใจและมีทางเลือกในการใช้บริการ

จุดอ่อน

-          ขาดแคลนบุคลากร ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ โดยฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรทั้งพนักงานเสิร์ฟ และพนักงานประกอบอาหาร โดยฌฉพาะอย่างยิ่งในฤดูกาลท่องเที่ยว จะเกิดการแข่งขันเพื่อแย่งพนักงานกันอย่างรุนแรง พนักงานเข้าออกงานบ่อยครั้ง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาให้บริการ

-          บุคลากรขาดความสามารถด้านภาษา พนักงานผู้ให้บริการในภัตตาคารของไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถให้บริการลูกค้าชาวต่างชาติได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากความสามารถด้านภาษา เช่น ภาษาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะไม่เข้าใจภาษาแล้ว วัฒนธรรมหรือรสนิยมก็แตกต่างจากคนไทยอย่างมาก เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการ อาจก่อให้เกิดการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน เกิดความเข้าใจผิดและบริการไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า

-          การบริหารจัดการไม่มีมาตรฐาน ผู้ประกอบการภัตตาคารส่วนใหญ่ ไม่มีการนำเอาระบบบริหารจัดการเข้ามาใช้ในองค์กร ทั้งระบบรับรองมาตรฐานในการให้บริการ องค์กร และการตลาด ทั้งนี้ร้านอาหารไทยมักเป็นธุรกิจภายในครอบครัวที่ขาดความสามารถในการบริหารจัดการ ทำให้ปริมาณ คุณภาพ ความอร่อยของอาหาร และการให้บริการไม่คงที่ ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันเท่าที่ควร

 

โอกาส

-          การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง เป็นโอกาสของผู้ให้บริการร้านอาหารฮาลาลในไทยเป็นอย่างมาก จากรายงานของททท. พบว่าปี 2008 มีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเข้ามาประมาณ 476,900 คน และปี 2009 ประมาณ 482,200 คน โดยนักท่องเที่ยวจากประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอินเดีย

-          กระแสการดูแลสุขภาพที่สูงขึ้น ปัจจุบันผู้บริโภคได้หันมาใส่ใจในคุณค่าของอาหารที่รับประทานมากขึ้น โดยส่วนใหญ่นิยมรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ มีคุณค่าทางอาหารสูง ปลอดสารเคมี ซึ่งผู้บริโภคเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีรายได้สูง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว จึงเป็นโอกาสของธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหารนำมาเป็นจุดขาย มีการสร้างสรรค์เมนูอาหารสุขภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของกระแสความต้องการของลูกค้า

-         นโยบายจัดทำมาตรฐานร้านอาหารไทย นำโดยสมาคมภัตตาคารไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ให้บริการของไทย เนื่องจากภาวะการแข่งขันที่ผ่านมาไทยจะเสียเปรียบชาติในเรื่องมาตรฐานร้านอาหาร ซึ่งต่างชาติได้เน้นการบริหารจัดการที่เป็นระบบ มีความปลอดภัยสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งการพัฒนาจัดทำมาตรฐานดังกล่าวขึ้นมา จะทำให้ร้านอาหารไทยมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับเพิ่มมากขึ้น

 

อุปสรรค

-          ความไม่สงบทางการเมือง จากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาเป็นระยะเวลายาวนาน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจด้านการท่องเที่ยวเป็นระรอกๆ เนื่องจากกระทบต่อความต้องการท่องเที่ยวหรือเดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะทำให้รายได้ของธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหารลดลงไปอย่างมาก

-          การแข่งขันค่อนข้างรุนแรง ผู้ประกอบการภัตตาคารในประเทศไทยมีจำนวนมาก ทั้งขนาดเล็ก กลางและใหญ่ ทั้งนี้พบว่ามีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ความต้องการรับประทานอาหารในบ้านลดลง ทำให้ภัตตาคารร้านอาหาร เพิ่มกลยุทธ์ในการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ทั้งด้านการสร้างสรรค์เมนูดึงดูดลูกค้า การลดราคา การจัดโปรโมชั่นเพื่อส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

-         การส่งเสริมการขยายสู่ตลาดต่างประเทศของภาครัฐไม่มีความจริงจังเทาที่ควร หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมให้ร้านอาหารไทยประกอบกิจการในต่างประเทศ ยังไม่มีการให้บริการข้อมูล หรืออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการในการเจาะตลาดต่างประเทศแบบ One Stop Service ผู้ประกอบการไทยยังต้องไปแสวงหาข้อมูลเองมากกว่าได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากภาครัฐ

4. ความต้องการสนับสนุนและการกำกับดูแลจากภาครัฐ

ด้านการพัฒนาตลาด

-          ส่งเสริมร้านอาหารไทยไปต่างประเทศ เช่น ส่งเสริมให้ร้านอาหารได้มีโอกาสไปร่วมจัดงานแสดงสินค้าในต่างประเทศหรือในประเทศเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ

-          ส่งเสริมให้คนไทยหันมารับประทานอาหารไทย เพื่อลดกระแสความนิยมอาหารและวัฒนธรรมต่างประเทศ ที่มีแนวโน้มเข้ามาในไทยได้อย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคกลุ่มวัยรุ่นได้คล้อยตามผลของการส่งเสริมการตลาดนั้นเป็นอย่างมาก

ด้านกฏระเบียบภาครัฐ

-          ความเข้มงวดในการควบคุมการออกใบอนุญาติหรือการต่อใบอนุญาติร้านอาหาร ให้มีความเหมาะสมและสม่ำเสมอในการตรวจสอบด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยเบื้องต้นในการให้บริการร้านอาหาร เนื่องจากการตรวจสอบที่ผ่านมาสำนักงานเขต หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ มีความหละหลวม ไม่ได้ทำการตรวจสอบให้ครอบคลุมทุกร้าน ร้านอาหาร

ด้านการบริหารจัดการ

-          ส่งเสริมให้ผู้บริการร้านอาหารมีความตระหนักถึงกระบวนการการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐาน ตั้งแต่การจัดการวัตถุดิบ ขั้นตอนการผลิตอาหารในครัว ไปจนกระทั่งถึงการให้บริการ ซึ่งนำไปสูภาพลักษณ์ที่ดีของร้านอาหาร เพื่อให้มีความทัดเทียมกับร้านอาหารต่างชาติที่มาเปิดในไทยได้

ด้านบุคลากร

-          จัดหาบุคลากรด้านแรงงานไว้สำรองสำหรับร้านอาหารที่ยังขาดแคลนบุคลากร โดยกรมการจัดหางานควรทำบัญชีรายชื่อแรงงานเอาไว้ และมีการฝึกฝนให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานได้ เพื่อเตรียมความพร้อม เมื่อมีการแสดงความต้องการจากทางร้านมาถึงกรมจัดหางาน จะได้มีบุคลากรพร้อมปฏิบัติงานทันที

ด้านการเงิน

-          ให้การสนับสนุนทางการเงินกับร้านอาหารที่ต้องการพัฒนาด้านต่างๆของกิจการ เช่น มาตรฐานของร้าน ทั้งด้านความสะอาด ถูกสุขลักษณะ ความปลอดภัย ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนพอสมควร

 

หวังว่าข้อมูลทั้ง 3 ตอนที่ผ่านมาจะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย นำไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจของตนเองก็ได้ต่อไปนะครับ

 

ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ได้มาจากความร่วมมือ ของสมาคมภัตตาคาร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนารัฐวิสาหกิจ (สสว.) และศูนย์วิจัยกสิกรไทย ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

 

Mr.N

 

Posted in ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ | Comments Off

น้ำท่วมซัดธุรกิจอาหาร2แสนล.ร่วง คนกรุงหันกินข้าวที่บ้านแทน

น้ำท่วมซัดธุรกิจอาหารมูลค่ากว่า 1.95 แสนล้านร่วง 1-1.2% เหตุคนกรุงหันกินข้าวที่บ้านแทนนอกบ้าน บวกสถานการณ์ท่องเที่ยวนิ่ง ส่งร้านอาหารในโรงแรมซบเซา “ยูนิลีเวอร์” ผุดโครงการ “ช่วยด้วยใจ ให้ไทยอิ่มคุ้ม” หวังกระตุ้นคนไทยกินข้าวนอกบ้าน เชื่อทั้งปียังโตกว่าจีดีพีของประเทศได้อยู่

นายประสิทธิ์ ปรีชาเฉลียว กรรมการผู้จัดการ ยูนิลีเวอร์ ฟู้ดโซลูชั่นส์ ประจำประเทศไทยและประเทศ เวียดนาม เปิดเผยว่า ยอมรับว่าผลจากเหตุการณ์น้ำท่วมในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานั้น ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอาหารอย่างมาก เนื่องจากอัตราการบริโภคนอกบ้านลดลง คนกรุงเทพฯหันรับประทานอาหารที่บ้านแทนการรับประทานอาหารนอกบ้าน บวกกับสถานการณ์ท่องเที่ยวที่ตกลงด้วยนั้น ทำให้ร้านอาหาร และโรงแรมต่างๆซบเซาลงเช่นกัน

โดยพบว่าระยะเวลา2 เดือนในช่วงน้ำท่วม ส่งผลให้ตลาดอาหารตกลงไปกว่า 40% ซึ่งเฉพาะร้านอาหารทั่วไป ที่ทั่วประเทศมีกว่า 2.5 แสนร้านค้านั้น ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมกว่า 40-50% เฉพาะในกรุงเทพฯกระทบกว่า 1 แสนร้านค้า คิดเป็น 50% ของจำนวนร้านอาหารทั้งหมด เชื่อว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ภาพรวมตลาดอาหาร มูลค่า ประมาณ1.95 แสนล้านบาท ประกอบกลุ่มร้านอาหารทั่วไป 68-70%, ร้านอาหารในโรงแรม 15-16% และร้านอาหารที่เป็นเชนอีก 15-16% ในสิ้นปีนี้ จะลดลง 1-1.2% จากปกติจะมีการเติบโตเป็นตัวเลขเดียวกับค่าจีดีพีของประเทศไทย ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่าน พบว่าตัวเลขตกลงไป 3-4%

ล่าสุดได้จัดโครงการ “ช่วยด้วยใจ ให้ไทยอิ่มคุ้ม” เพื่อต้องการฟื้นฟูธุรกิจอาหาร ให้คนกรุงเทพฯหันมารับประทานอาหารนอกบ้านมากยิ่งขึ้น ประเดิมด้วยกิจกรรม “อิ่มคุ้มทั่วตลาด อร่อย 10 บาท เพื่อคนไทย” ด้วยการจับมือกับตลาดนัดรวมร้านรถเข็น-แผงลอยกว่า 1,000 แห่ง แจกคูปองอาหารจานละ 10 บาท ตั้งเป้าคืนความสุขในการรับประทานอาหารนอกบ้านให้กับประชาชนกว่า 30,000 คน พร้อมกระตุ้นธุรกิจอาหารให้พ่อค้าแม่ค้าขายอาหารรายย่อยฟื้นตัวจากปัญหาน้ำท่วมได้เร็วขึ้น

นายประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของ ยูนิลีเวอร์ ฟู้ดโซลูชั่นส์ ถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหารแบบครบวงจรโดยตรง ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์หลักในการปรุงแต่งอาหาร ซึ่งจะจำหน่ายตรงให้กับร้านอาหารเป็นหลัก ประกอบด้วย 5 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มสต๊อกน้ำซุป 2.เครื่องปรุงรสอาหาร 3.ซอสปรุงรส 4.มายองเนส และ5.กลุ่มเบเกอรี่

ทั้งนี้ทางบริษัทได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นกัน แต่ยังมองว่าถึงสิ้นปีนี้จะยังคงมีรายได้เติบโตสูงกว่าค่าจีดีพีของประเทศอย่างที่ผ่านมา ซึ่งทางบริษัทยังคงพร้อมลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งกว่า 98% ผลิตจากโรงงานในประเทศ และ 2% ผลิตในต่างประเทศ เพื่อรองรับกลุ่มธุรกิจอาหารที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในไทย มาเลเซีย และเวียดนาม

บทความจาก Manager Online

วันที่ 16 ธันวาคม 2554

Posted in ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ | Comments Off

เปิดเสรีภาคบริการ ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารไทยจะปรับตัว หรือสร้างโอกาสอย่างไร ? (ตอนที่2)

สวัสดีครับ….หลังจากที่ห่างหายไปนาน วันนี้ผมขอกลับมา Update ข้อมูลเรื่องการเปิดการค้าเสรีภาคบริการ ของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารไทย กันต่อนะครับ สำหรับตอนนี้เป็นตอนที่ 2

1.รูปแบบวิธีการแข่งขันและสถานภาพการแข่งขันของธุรกิจในปัจจุบัน

ประเด็น: กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ

รายละเอียด: กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ ได้แก่

  • ลูกค้าชาวไทย ส่วนใหญ่ใช้บริการเป็นกลุ่ม เช่น ครอบครัว องค์กรที่มาจัดเลี้ยง เป็นต้น
  • ลูกค้าชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันนิยมรับประทานอาหารไทยมากขึ้น เนื่องจากมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยอาหารที่ได้รับความนิยมได้แก่ ต้มยำกุ้ง ผัดไทย ส้มตำ เป็นต้น

 

ประเด็น: วิธีการแข่งขัน

 

รายละเอียด: ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหารมีการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรง โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การแข่งขันด้านราคาที่มีการลดค่าอาหารให้แก่ลุกค้าและการสะสมแต้ม การกระจายสาขา การสร้างความสะดวกให้ผู้บริโภคด้วยการกระจายสาขาไปยังสถานที่ที่มีความสะดวกสบายเข้ากับแนวทางการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ เช่น ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น การสร้างสรรค์เมนูอาหารแปลกใหม่ น่าสนใจ รวมทั้งการจัดเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

 

ประเด็น: สถานการณ์การแข่งขันธุรกิจจากผู้ประกอบการ ต่างชาติ

 

รายละเอียด: นโยบายการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในกิจการภัตตาคาร/ร้านอาหารของไทยพบว่า มีลักษณะเช่นเดียวกับธุรกิจโรงแรม ที่ปัจจุบันภายใต้กรอบการเจรจาการค้าเสรี WTO ASEAN และกรอบทวิภาคีส่วนใหญ่ยังกำหนดให้ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 40% ยกเว้นกรอบทวิภาคีระหว่างไทย-ออสเตรเลีย(TAFTA) และไทย-ญี่ปุ่น(JTEPA) ที่อนุญาตนักลงทุนจากประเทศคู่เจรจาดังกล่าวเข้ามาถือหุ้นในกิจการภัตตาคารขนาดใหญ่ได้ไม่เกิน 60% (กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, 2552)

ในขณะที่ประเทศไทยสามารถเข้าไปดำเนินกิจการร้านอาหารใน 2 ประเทศดังกล่าวโดยไม่มีเงื่อนไขการถือหุ้นแต่อย่างใด แต่กลับพบว่าจำนวนผู้ประกอบการที่เข้าไปลงทุนใน 2 ประเทศดังกล่าวมีจำนวนไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับการเข้ามาลงทุนร้านอาหารของ 2 ประเทศดังกล่าวในประเทศไทย โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นรุกเข้ามาดำเนินกิจการร้านอาหารในประเทศไทยจำนวนมาก โดยปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 1,000 แห่งทั่วประเทศ คิดเป็นผู้ประกอบการประมาณ 500 บริษัท โดยประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ที่มีร้านอาหารญี่ปุ่นมากที่สุดในโลก รองจากอเมริกา จีน อินเดีย ในขณะที่องค์การการค้าในต่างประเทศของญี่ปุ่น(JETRO) ได้มีนโยบายขยายการค้าและส่งเสริมให้คนญี่ปุ่นเข้ามาตั้งร้านอาหารในประเทศไทยมากขึ้น รวมทั้งตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางของร้านอาหารญี่ปุ่นในภูมิภาคนี้อีกด้วย

ด้านการเติบโตของร้านอาหารต่างชาติในไทย พบว่าเฉพาะ 2 ประเทศที่ไทยอนุญาตให้เข้ามาถือหุ้นได้ไม่เกิน 60% นั้น มีการประมาณการว่าในปี 2552 ที่ผ่านมาร้านอาหารญี่ปุ่นและอิตาเลี่ยนเกิดขึ้นในไทยเฉลี่ยวันละ 1 ร้านโดยพบว่าอัตราการเติบโตของร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยมีการขยายการเติบโตมากถึง 20% ในขณะที่ร้านอาหารไทยมีอัตราการขยายการเติบโตเพียง 5% ต่อปีเท่านั้น (สมาคมภัตตาคารไทย, 27 พ.ย. 2551)

ด้านการเข้าไปดำเนินกิจการร้านอาหารของคนไทยในต่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก(2551) ประมาณการว่าอยู่ที่ 11,800 ร้านทั่วโลก โดยส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ภูมิภาคยุโรป เอเชีย โดยอยู่ในออสเตรเลียจำนวน 1,352 แห่ง ญี่ปุ่น 596 แห่ง ทั้งนี้พบว่าการเข้าไปดำเนินกิจการร้านอาหารในต่างประเทศของนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นธุรกิจภายในครอบครัว ไม่มีระบบมาตรฐานสากล นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดด้านการขาดความรู้เกี่ยวกับกฏระเบียบปฏิบัติต่างๆ ในการดำเนินกิจการในต่างประเทศ และปัญหาด้านเงินทุน เนื่องจากค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงอีกด้วย ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในธุรกิจที่เป็นแฟรนไชส์ ร้านอาหารของไทยที่เข้าไปดำเนินกิจการในต่างประเทศมีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น เช้น ร้านอาหารบลูเอเลเฟ่นท์ โคคา สุกี้ นีโอสุกี้ เป็นต้น เนื่องจากไม่สามารถรักษามาตรฐานการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบได้(สมาคมธุรกิจแฟรนไชส์และเอสเอ็มอีไทย, 2552)

 

ครั้งหน้า เรามาวิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค ของธุรกิจภัตตาคารร้านอาหารของไทยกันครับ…


Posted in ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ | Comments Off

ข่าวประชาสัมพันธ์: ภัตตาคารอ่วมเจ๊งยับหมื่นล้าน

ภัตตาคารอ่วมเจ๊งยับหมื่นล้าน 

จมน้ำ 4 เดือนไร้เยียวยา คาดธุรกิจติดลบ 15% อ้อนขอสินเชื่อ

นายกสมาคมภัตตาคารไทยโอดน้ำซัดร้านอาหารพัง 3 เดือนสูญรายได้ไปแล้ว 7,000 ล้านบาท จี้รัฐชี้แจงข้อเท็จจริงระดับน้ำ พร้อมออกมาตรการปล่อยกู้ดอกเบี้ยอุ้ม เผยหากระดับน้ำยังไม่ลดไปจนถึงปีใหม่ คาดสูญรายได้ทะลุ 10,000 ล้านบาท ภาพรวมธุรกิจติดลบ 10-15%

นางปวรวรร กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า จากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นได้เริ่มส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร ตั้งแต่เดือน ก.ย. ที่ผ่านมา โดยเฉพาะร้านอาหารริมน้ำที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งขณะนี้น้ำยังคงท่วมร้านอาหารริมน้ำหลายแห่งในระดับหลังคา จากความเสียหายที่่เกิดขึ้นดังกล่าวในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท เนื่องจากภัตตาคารส่วนใหญ่ที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นร้านขนาดใหญ่ มีรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท และมีรายได้สูงถึง 30-50 ล้านบาทต่อเดือน

ทั้งนี้ จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นดังกล่าวอยากให้ภาครัฐออกมาชี้แจง ข้อเท็จจริงในเรื่องของระดับน้ำว่าจะลดลงเมื่อไหร่ เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านอาหารปรับตัวถูก เนื่องจากปัจจุบันระดับร้านในร้านอาหารหลายแหล่งยังอยู่ในระดับที่สูงไม่ว่าจะเป็นเขตทวีวัฒนา ปทุมธานี หรือนนทบุรี ซึ่งมีผ่านมาภาครัฐไม่มีการแจ้งข่าวสารที่แน่ชัดว่าจะมีการจัดการตรงไหนก่อน ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านอาหารเกิดความสับสน

สำหรับสิ่งที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในขณะนี้คือ การปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมที่แน่ชัดว่า สถาบันการเงินใดจะมีการหารือในเรื่องดังกล่าวไปแล้วบ้าง อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว ตนในฐานะนายกสมาคมฯ ก็จะนำเรื่องการควบคุมคุณภาพมาตรฐานร้านอาหาร เข้าไปอยู่ในมาตรการช่วยเหลือด้วย เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ เนื่องจากร้านอาหารต้องมีการปรับปรุงร้านอยู่แล้ว

ส่วนภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคารในสิ้นปีนี้ ควาดว่าจะมีอัตราการเติบโตติดลบที่ประมาณ 10-15% จากปีก่อนที่มีมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านบาท เนื่องจากขณะนี้ร้านอาหารหลายแห่งยังได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม ประกอบกับช่วงปลายปีถือเป็นช่วงการขาย โดยเฉพาะเทศกาลวันสำคัญ เช่นวันลอยกระทง วันเฉลิมพระชนมพรรษา หรือวันพ่อ ที่ผ่านมา และวันปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ไม่สามารถขายได้ เพราะการเปิดให้บริการร้านอาหารหลังน้ำลด ต้องใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงร้านประมาณ 1 เดือน หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ คาดว่าผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมจะส่งผลกระทบให้ธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคารสูญเสียรายได้ตั้งแต่เดือน ก.ย. จนถึงปีใหม่ ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าว

บทความจาก นสพ. ไทยโพสต์ วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2554

Posted in ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ | Comments Off

ความยั่งยืนของอาหารไทยในการทำ FTA

FTA (Free Trade Area) หรือเขตการค้าเสรี เป็นเรื่องที่มีแนวคิดมานานมากแล้ว เนื่องจากประเทศต่าง ๆ เห็นว่า การเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศจำนวนมาก กลุ่มใหญ่ จะทำได้ช้าและมีปัญหากว่าระหว่างประเทศ 2 ประเทศหรือประเทศกลุ่มเล็ก ๆ และการเปิดเสรีในกลุ่มเล็กจะช่วยเป็นตัวเร่งการเปิดเสรีในระดับโลกในที่สุด โลกที่เกิดขึ้นมาในปี 2538 ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกจัดทำเอฟทีเอระหว่างกันได้ โดยเป็นข้อยกเว้นต่อหลักการของระบบการค้าพหุภาคีที่จะต้องให้ประโยชน์แก่ สมาชิกทุกคนเท่ากันหมดและจะต้องเคารพเงื่อนไขว่า เอฟทีเอจะต้องครอบคลุมการค้าสินค้าและบริการส่วนใหญ่ระหว่างประเทศที่จะทำ และจะต้องไม่ทำให้ประโยชน์ที่ประเทศอื่น ๆ เคยได้รับก่อนที่จะมีเอฟทีเอต้องลดลง เดิมทีเอฟทีเอนั้นเกี่ยวข้องเฉพาะการค้าสินค้าเท่านั้น

แต่หลังจากที่มีองค์การการค้าโลก WTO และมีการนำเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศมารวมไว้ภายใต้กฎเกณฑ์ขององค์การ โดยเฉพาะเรื่องการค้าบริการและเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ได้เกิดแนวคิดเอฟทีเอสมัยใหม่ที่มีลักษณะสมบูรณ์และครอบคลุมเรื่องเหล่านี้ ตลอดจนเรื่องอื่น ๆ ที่อาจจะไม่เกี่ยวกับการค้าโดยตรง แต่มีผลต่อการค้าและเศรษฐกิจของประเทศในเขตการค้าเสรีนั้น ซึ่งนำไปสู่แนวโน้มที่จะเรียกความตกลงเอฟทีเอสมัยใหม่ด้วยชื่อที่เป็นสากล

ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำถามว่า “ประเทศไทยทำไมต้องทำ FTA กับญี่ปุ่น” เพราะเนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งอยู่อันดับต้นๆที่ประเทศไทยควรจะทำเอฟทีเอด้วย ญี่ปุ่นสั่งสินค้าอาหารเข้าจากทั่วโลกไทยก็เป็นประเทศส่งสินค้าอาหารออกอันดับต้นของโลกเช่นกัน ซึ่งสินค้าส่งออกของไทยไปญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ฝ่ายที่เกรงว่าทำเอฟทีเอกับญี่ปุ่นแล้ว ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ที่ปลูกกระเทียม ถั่วเหลือง ชมพู่ มะม่วงของไทยจะล่มสลาย หรือขายสินค้าไม่ออกก็เลิกกังวลได้ เพราะญี่ปุ่นส่งสินค้าเกษตรมาไทยน้อยมากๆ อีกทั้งใครที่เคยเห็นราคาผัก ผลไม้ ข้าวสารในญี่ปุ่นก็คงวางใจได้ว่ามันแพงเกินกว่ากำลังของคนไทยส่วนใหญ่จะซื้อไหว และสิ่งที่ไทยคาดหวังว่าจะได้อะไรจากการทำ FTA กับญี่ปุ่น ก็มีผลงานวิจัยออกมาว่า

  1.  สินค้าออกของไทยน่าจะขยายตัวในตลาดญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป เพราะฝ่ายไทยมุ่งเน้นหลักการที่ได้ตกลงกับฝ่ายญี่ปุ่นแล้ว คือ การเปิดเสรีสินค้าเกษตรที่มีความสมดุล พอเหมาะพอควร ควบคู่ไปกับการขยายความร่วมมือด้านเกษตร เพื่อเน้นมาตรฐานสุขอนามัยของสินค้าไทยให้ได้มาตรฐานญี่ปุ่นเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตและรายได้ดีขึ้น
    สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมก็จะมีโอกาสเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นด้วยมาตรฐานที่ดีขึ้นจากการทำความตกลงยอมรับมาตรฐานซึ่งกันและกัน
  2. การยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ในสินค้าบริการของคนไทยในญี่ปุ่น โดยในขั้นพื้นฐานคนไทยจะต้องได้รับความสะดวกในการเดินทางเข้าญี่ปุ่นยิ่ง ขึ้นไม่ว่าจะเป็นในฐานะนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นักลงทุน หรือผู้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาที่ฝ่ายไทยจะเจรจากับญี่ปุ่น เช่น พ่อครัวอาหารไทย ผู้ให้บริการนวดแผนโบราณของไทย หรือธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ฯลฯ ฝ่ายไทยต้องการเห็นผลของความตกลงทำให้คนไทยสามารถ ทำงานในญี่ปุ่นอย่างมีศักดิ์ศรี ได้รับค่าจ้างแรงงานที่สอดคล้องกับฝีมือแรงงาน ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี สามารถได้รับสวัสดิการของรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างถูกต้องเป็นธรรมในทางกลับกันญี่ปุ่นก็คาดหวังว่าจะได้อะไรจากการทำ FTA กับไทย
  • ญี่ปุ่นต้องการจะได้รับสิทธิพิเศษในการลงทุนไม่น้อยกว่าที่ไทยได้ให้กับนัก ลงทุนสหรัฐ ฯ ภายใต้สนธิสัญญาไมตรีในขณะนี้ หรือจะให้กับสหรัฐ ฯ ในอนาคตจากการทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ ญี่ปุ่นประสงค์จะเปิดเสรีการค้าบริการในสาขาต่าง ๆ ที่ตนมีศักยภาพ และญี่ปุ่นต้องการให้ไทยอำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจญี่ปุ่นในไทยในทุกด้าน นอกจากนี้ ญี่ปุ่นต้องการให้ไทยลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมที่ตนมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่า
  •  เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรม มากๆ ญี่ปุ่นจึงไม่สนใจที่จะทำ FTA ทางด้านอุตสาหกรรม แต่จะทำ FTA เกี่ยวกับทางด้าน เกษตรกรรม ซะเป็นส่วนใหญ่ เพื่อที่จะลดราคาสินค้าทางการเกษตรให้มีราคาถูกลง

สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็น วิกฤตที่เกิดจากปัจจัยภายนอกคือราคาน้ำมันและภาวะความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก บวกกับปัจจัยภายในคือนโยบายของรัฐบาลเอง โดยนโยบายหนึ่งที่ผมมีความกังวลมาก คือการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ อย่างรีบเร่งถึงแม้ว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า หากประเทศต่าง ๆ ลดกำแพงภาษีระหว่างกันลงจะทำให้สวัสดิการในแต่ละประเทศดีขึ้น และระบบเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศผลิตสินค้าที่ตนเองเชี่ยวชาญ ซึ่งผมเห็นด้วยกับทฤษฎีนี้

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงซึ่งปัจจัยต่าง ๆ ไม่ได้เป็นไปตามข้อสมมติ(assumption) ตามทฤษฎี การเปิดเสรีทางการค้าอาจไม่ได้ผลตามทฤษฎี นโยบายเปิดเสรีทางการค้าของรัฐบาล แม้ว่าในด้านหนึ่งจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจ แต่ประเด็นที่รัฐบาลอาจละเลย คือผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอาทิ การขาดดุลการค้ากับบางประเทศมากขึ้น ความเสียหายของผู้ผลิตสินค้าบางประเภททันที และความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวผมคิดว่ารัฐบาลไม่ควรนำพาประเทศเดินไปบนความเสี่ยงต่อความยากลำบาก โดย มีชีวิตคนทั้งประเทศเป็นเดิมพัน ในทางกลับกันรัฐควรที่จะวางยุทธศาสตร์ของชาติอย่างระมัดระวังมากที่สุดโดย เฉพาะอย่างยิ่ง การเตรียมพร้อมให้ประเทศชาติสามารถพึ่งตนเองได้ในยามวิกฤติ การเปิดเสรีโดยเน้นผลประโยชน์ของภาคอุตสาหกรรมและบริการที่ประเทศมีความ สามารถในการแข่งขัน นับเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

แต่การละเลยผลกระทบของภาคเกษตรกรรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาคที่ผลิตปัจจัยอยู่รอด ของประเทศ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่แม้เป็นประเทศอุตสาหกรรม ล้วนให้ความสำคัญมากกับภาคเกษตร เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหาร แต่ประเทศไทยซึ่งมีจุดแข็งทางเกษตรกรรม กลับละเลยการเตรียมความพร้อมของภาคการผลิตนี้ เพื่อรองรับการเปิดเสรีในอนาคต

ดังนั้นทางสมาคมภัตตาคารไทย โดยนางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย จึงได้เล็งเห็นพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและเกิดขึ้นกับร้านอาหารไทย โดยคนไทยเรียกร้องเข้าหาร้าน “อาหารญี่ปุ่น” ซึ่งก็หมายถึงผลจากการทำ FTA จึงทำให้ร้านอาหารญี่ปุ่นทะลักเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่องจึงเกิดเป็นกระแสนิยมในหมู่คนไทยกับการบริโภคอาหารญี่ปุ่น ทำให้คนไทยละเลยและมองไม่เห็นคุณค่าของอาหารไทยจึงเกิดเป็นโครงการ การปรับตัวของการบริการอาหารอันเนื่องมาจากการเปิดการค้าเสรีภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าทวิภาคี ระหว่างไทยกับประเทศญี่ปุ่น (กองทุน FTA กระทรวงพาณิชย์) จึงทำให้รู้ถึงทิศทางการค้าของโลกภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยการเปิดการค้าเสรี (FTA) ที่จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมในปี 2558 ซึ่งโครงการฯดังกล่าว

ทางสมาคมภัตตาคารไทยได้ร่วมมือกับกรมเจรจาการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อทำรูปแบบร้านอาหารไทยและการปรับปรุงเมนูอาหารไทยให้ได้มาตรฐาน เริ่มต้นด้วยการศึกษาผลกระทบของร้านอาหารไทยจากการเปิดการค้าเสรีประเทศญี่ปุ่น พบว่ามีอาหาร 4 ประเภท คือ ส้มตำ –ไก่ย่าง, ผัดไทย, ข้าวแกง, และก๋วยเตี๋ยว เป็นอาหารที่นิยมของคนไทยและชาวต่างชาติรวมถึงชาวญี่ปุ่นด้วย

 

 


Posted in ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ | Tagged , , , , , , , | Comments Off

เปิดเสรีภาคบริการ ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารไทยจะปรับตัว หรือสร้างโอกาสอย่างไร ?

สวัสดีครับ ท่านผู้ประกอบการร้านอาหาร และท่านผู้ติดตามเว็บไซด์สมาคมภัตตาคารไทยทุกท่าน,

วันนี้ผม มีข้อมูล การวิเคราะห์ธุรกิจภัตตาคาร / ร้านอาหาร ของประเทศไทยมาฝากกัน อาจจะไม่ Update มาก (ปีล่าสุด 2551) เนื่องจาก ผู้ประกอบธุรกิจภัตตาคาร / ร้านอาหาร ในประเทศไทยมีจำนวนมากมาย และที่สำคัญเป็นรายเล็ก รายย่อย มากกว่า 50% ทำให้การเก็บข้อมูลไม่สามารถทำได้อย่างสะดวก โดยในบทความนี้ เราขอนำเสนอข้อมูลเฉพาะ สถานประกอบการ ประเภทนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการหลักเกี่ยวกับการขายอาหาร และเครื่องดื่มบริโภคได้ทันที ที่ขึ้นทะเบียนประกอบกิจการกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เท่านั้นครับ ติดตามได้เลยครับ….

ธุรกิจภัตตาคาร / ร้านอาหาร

                ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร ในการศึกษาครั้งนี้สอดคล้องตามความหมายของผู้ประกอบการธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหารที่ขึ้นทะเบียนประกอบกิจการกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในรหัส TSIC 55202 คือ สถานประกอบการประเภทนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการหลักเกี่ยวกับการขายอาหาร และเครื่องดื่มชนิดที่บริโภคได้ทันที เช่น ภัตตาคาร ร้านอาหารทั่วไป ร้านอาหาร หรือศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้า โรงเรียน หรือสถานที่ทำงานต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้ไม่รวมกิจการร้านค้าที่ขายอาหารทั่วไป ที่ส่วนใหญ่มักมีเพียงการจดทะเบียนกับสำนักงานเขตการปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น

  1. ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

จากการศึกษาข้อมูลผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในรหัส TSIC 55202 คือ ภัตตาคาร/ร้านอาหาร สามารถสรุปข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญได้ดังนี้

จำนวนผู้ประกอบการจำแนกตามขนาดกิจการ ในปี 2547-2551

ที่มา : ฐานข้อมูลผู้ให้บริการที่ยังคง Active และมีการส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในแต่ละปี

หมายเหตุ :            

1.จำนวนผู้ประกอบการในปี 2551 ประมวลผลจากจำนวนผู้ประกอบการประมาณ 70%

2. ขนาดธุรกิจจำแนกโดยใช้ขนาดสินทรัพย์ไม่รวมที่ดินของกิจการ โดย ธุรกิจขนาดเล็ก = มีสินทรัพย์ไม่เกิน 50 ล้านบาท ธุรกิจขนาดกลาง = มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 50-200 ล้านบาท และธุรกิจขนาดใหญ่ = มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 200 ล้านบาท ขึ้นไป

มูลค่าตลาดจากรายได้ของธุรกิจจำแนกตามขนาดของกิจการ ในปี 2547-2551

 

ที่มา : ประมวลผลจากข้อมูลการส่งงบการเงินประจำปีของผู้ประกอบการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

หมายเหตุ : รายได้ในปี 2551 ประมวลผลจากจำนวนผู้ประกอบการประมาณ 70% 

 ที่มา : ประมวลผลจากข้อมูลการส่งงบการเงินของผู้ประกอบการมายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, 2550

สัดส่วนจำนวนกิจการที่มีต่างชาติมาถือหุ้นจำแนกตามสัญชาติของผู้ถือหุ้น  ณ ปี 2550

 

สัดส่วนมูลค่าการลงทุนของกิจการที่มีต่างชาติมาถือหุ้นจำแนกตามสัญชาติของผู้ถือหุ้น ณ ปี 2550

 

ที่มา : ประมวลผลจากข้อมูลการส่งงบการเงินของผู้ประกอบการมายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, 2550

 

ครั้งหน้า เราจะมานำเสนอต่อในเรื่อง รูปแบบวิธีการแข่งขันและสภานภาพการแข่งขันของธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบัน กันครับ…ติดตามชมต่อไปนะครับ

Mr.N

Posted in ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ | Comments Off

ยุทธวิธีเศรษฐีใหม่ : วิธีสร้าง ‘มาตรฐานร้านอาหาร’ 2011

ธุรกิจร้านอาหารจัดเป็นธุรกิจยอดฮิตตลอดกาลอีกชนิดหนึ่ง เพราะมีคนสนใจมากและสามารถเปิดกิจการได้ด้วยทุนไม่จำกัด แต่ร้านอาหารที่ดีต้องมี  มาตรฐาน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร หรือกระทั่งเรื่องคุณภาพจากการบริการ

…วันนี้ ลองมาดูกันว่า  เคล็ดลับการสร้างร้านอาหาร  ที่ดีมีอะไร?…

จากการดำเนินโครงการของทางสมาคมภัตตาคารไทย พบว่ามาตรฐานร้านอาหาร ควรประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 2 ส่วนดังนี้…

คำว่ามาตรฐานในร้านอาหาร ประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ เรื่องของอาหารโดยตรง กับเรื่องของระบบการจัดการ ซึ่งเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับร้านอาหารคือ การปฏิบัติตามกฎของหน่วยงานที่ดูแลทางด้านนี้โดยตรง ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการปฏิบัติเพราะมีแนวทางและระบบเหมือนกัน

…สำหรับหลักการสร้างมาตรฐานอย่างกว้าง ๆ ประกอบไปด้วยหัวข้อต่อไปนี้…

1.คุณภาพอาหาร สิ่งสำคัญคือเรื่องของความสะอาด ปลอดภัย และตามมาด้วยเรื่องของรสชาติ  หากคิดจะเปิดสาขาในต่างประเทศนั้น ต้องศึกษาเรื่องกฎระเบียบและข้อบังคับให้ดีเพราะอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน แต่หลัก ๆ แล้วเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยมักจะมาเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่เรื่องรสชาติจะอยู่ในอันดับกลาง ๆ วิธีการควบคุมก็คือใช้วิธี  ครัวกลาง  เพื่อผลิตวัตถุดิบออกมาจากแหล่งเดียวกัน เมื่อไปถึงร้านหรือสาขาต่าง ๆ ก็เพียงปรุงหรืออุ่นเท่านั้น วิธีนี้ก็เพื่อให้ได้มาตรฐาน และคุณภาพ รวมถึงรสชาติแบบเดียวกัน

2.คุณภาพการบริการ ร้านอาหารที่ดีจะต้องรวดเร็วในเรื่องของการให้บริการ การรับรายการอาหาร การเสิร์ฟอาหาร ตลอดจนเรื่องของการเก็บเงินที่ถูกต้องรวดเร็ว

3.คุณภาพการผลิต สำหรับการสร้างมาตรฐานในหัวข้อนี้ ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกวัตถุดิบและที่สำคัญคือ กระบวนการผลิต หรือประกอบอาหารที่ถูกสุขลักษณะ รวมถึงสถานประกอบการ และสถานที่เก็บวัตถุดิบ ตลอดจนเส้นทางผ่านของอาหารไปถึงโต๊ะบริการลูกค้า

4.คุณภาพพนักงาน พนักงานในทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับงานในร้านอาหารจะต้องดูแลความสะอาดของตนเองอยู่เสมอเพราะพนักงานถือเป็นภาพลักษณ์ของร้านที่ช่วยสร้างความประทับใจให้ลูกค้า

5.คุณภาพของร้าน ร้านที่ดีต้องมีรูปแบบที่ดึงดูดใจ ต้องมีชื่อร้าน หรือโลโก้ชัดเจน ไม่สร้างความสับสน

ซึ่งโดยภาพรวมของระบบการจัดการเรื่องคุณภาพทั้ง 5 ส่วน สรุปเป็นมาตรฐานร้านอาหารได้ 4 หลักการ อันได้แก่

  1. มาตรฐานการจัดการร้านอาหาร ในเรื่องของการจัดการ ยิ่งมีร้านอาหารมากสาขาการจัดการยิ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้น เพราะจะทำให้ทุกสาขามีมาตรฐานเหมือนกัน ดังนั้นจำเป็นต้อง  สร้างมาตรฐานการจัดการขึ้นมา อาทิ การกำหนดราคาอาหาร สูตรอาหาร ภาพลักษณ์ของร้าน การฝึกอบรม เป็นต้น
  2. มาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งไม่ใช่แค่ ความสะอาดเท่านั้น จะรวมไปถึงความปลอดภัย ในเรื่อง Security ทั้งหมด
  3. มาตรฐานการบริการ เพื่อธุรกิจร้านอาหาร ถือเป็นธุรกิจบริการที่มีอาหาร เป็น Product ซึ่งแตกต่างจากอุตสาหกรรมการผลิต ที่เน้นการผลิตเป็นสำคัญ (สังเกตว่า กำไรของร้านอาหารมาจาก ความพึงพอใจของผู้บริโภคเป็นสำคัญมากกว่า การลดต้นทุนการผลิตที่เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจการผลิต)
  4. มาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นลักษณะเดียวกับ CSR (Coporate Social Responsibility) ที่บริษํทใหญ่ดำเนินการ แต่เราย่อส่วนมาใช้กับร้านอาหาร เพราะร้านอาหาร สามารถทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีหรือ ไม่ดีของสังคมได้  และร้านอาหารถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ที่จำเป็นต้องมีความรับผิดชอบในด้านต่างๆ อาทิ สิ่งแวดล้อมทางน้ำ ทางอากาศ ทางเสียง เป็นต้น

…ทั้งหมดนี้เป็นหลักคร่าว ๆ สำหรับคนที่คิดจะเปิดทางสำหรับธุรกิจร้านอาหารที่จำต้องนำเรื่องเหล่านี้ไปวิเคราะห์ไตร่ตรองเพื่อนำไปสู่หนทางในการสร้างร้านอาหารที่ดีในอนาคตต่อไป….

Mr.N

Posted in ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ | Tagged , , , , , , | Comments Off

โครงการการปรับตัวของร้านอาหารเพื่อรองรับการเปิดการค้าเสรี ไทย-ญี่ปุ่น (FTA)

หลายๆ ท่านคงเคย ได้ทราบข่าวเรื่อง โครงการของทางสมาคม เรื่องการสนับสนุนร้านอาหารรองรับการเปิดการค้าเสรี ไทย-ญี่ปุ่น (FTA) โดยดำเนินการจัดทำร้านอาหารต้นแบบ ประเภทจานด่วน หรือ Thai Food Quick Service

โดยครั้งหน้าจะมีนักวิชาการของทางสมาคมภัตตาคารไทย ที่ดำเนินการโครงการนี้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมครับ

 

Mr.N

Posted in ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้, โครงการการปรับตัวธุรกิจอาหาร รองรับการเปิดการค้าเสรี ทวีภาคี ไทย-ญี่ปุ่น | Comments Off

กินอย่างไร ห่างไกล “อี.โคไล”

ตามที่ในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ก่อนน้ำท่วม มีข่าวเรื่อง ไก่เน่า และ อี.โคไล โด่งดังไปทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยนะครับ (ไก่เน่า อาจจะเป็นแค่บ้านเรา แต่ผมหมายถึง ไอ้เจ้าตัวเชื้อ อี.โคไล ที่โด่งดังไปทั่วโลก) ในวันนึ้ผมจึงขอย้ายอดีต กลับไปซักนิด เพราะคิดว่าเนื้อหานี้จะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านครับ

“สำหรับเชื้อ อี.โคไล ทางคุณหมอ กฤษดา ศิรามพุช ได้ให้ช้อมูลในหนังสือคู่สร้าง คู่สม ว่าเป็นเชื้อยอดนิยม  แต่อย่าเข้าใจผิดคิดไปรวมพรรคกับเชื้อโรคนะครับ หากแต่ตรงกันข้าม เพราะ

.โคไล เป็นเชื้อที่มนุษย์เราขาดไม่ได้

แม้จะไม่มีรสชาติ แต่ขาดเธอไม่ได้ ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก อะไรทำนองนั้นเลยครับ ทั้งนี้เพราะ อี.โคไลมันเป็นเชื้อระดับ “ปราบเซียน” ที่อยู่ในลำไส้เรา เป็นของเก่า ดั้งเดิมที่มีมาแต่เกิดแล้ว ช่วยคุมเชื้อขาจร ที่เผอิญเร่ร่อนเข้ามาหรือตั้งใจเข้ามากร่างให้อยู่หมัด จัดให้มีความโปร่งใสและเที่ยงธรรม เอาเป็นว่าเราใช้เชื้อ อี.โคไล ที่หน้าตารูปแท่ง (Coliform) นี้เองมาเป็นหน่วยลาดตระเวนเกณฑ์พลมาปกป้องไส้ให้ปลอดเชื้อไม่ดี มีความสุขดุ๊กดิ๊กตามอัตภาพของไส้หลายๆขดนั่นแหล่ะครับ

ความลับหนึ่งของ อี.โคไล ก็คือในโลกนี้มีเชื้อ อี.โคไลอยู่หลายสายพันธุ์ แต่ที่เป็นผู้ร้ายอาละวดอยู่ตอนนี้ก็เป็นชนิตที่เป็นญาติกับ อี.โคไลในลำไส้เรานั่นเอง แต่เป็นญาติประเภทร้าย ถ้าให้จำง่ายๆ ก็ขอแยกให้มี 2 เผ้า คือ

  • อี.โคไล ญาติร้าย เป็นญาติกับอี.โคไลฝ่ายดีในไส้เราแต่จู่ๆ ก็เอาใจออกแปรพักตร์ไปทำตัวกร่าง เกเร ซึ่งญาติผู้ร้ายนี้ออกจะชอบวางมวยกับท้องไส้ ทำให้เราเกิดอาการผิดปกติ อาทิ เกิดท้องร่วง เป็นไข้ อาเจียน ซึ่ง อี.โคไลที่เป็นปัญหาโด่งดังก็สังกัดอยู่ในพรรอธรรมกลุ่มเกเรนี้เอง
  • อี.โคไล ญาติดี ชนิดเฟรนด์ลี่ต่อลำไส้เรา ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าถ้าไม่มีอี.โคไลชนิดกัลยาณมิตรอยู่ในไส้เรา เวลาเข้าห้องน้ำทุกทีท่านมีสิทธิ์จู๊ดๆ ทุกครั้งเลย เพราะในอาหารแต่ละคำที่หม่ำไปนั้นมีเชื้อแฝงอยู่แทบทั้งนั้น โดยเจ้าตัวญาติดีนี้จะช่วยคุมไม่ให้เชื้อทั้งหลายที่ผ่านเข้าปากมายึดอำนาจจนสุดไส้

เชื้ออี.โคไลตัวเล็กๆ นี้ไปๆ มาๆ ชักกลายเป็นปัญหาระดับประเทศ เหตุเพราะมีการโยนบาปไปว่ามาจาก “แตงกวา” ในประเทศสเปนก่อน แล้วจากนั้นก็ว่ามาจาก “ถั่วงอกฝรั่ง (Alfalfa sprount)” อีก

เรียกว่าเป็นทั้งผักรับบาปและอาหารพิพิาทไป

ณ ตอนนี้เรื่องก็ได้เข้าศาลโลก..เอ๊ย…เข้าหน่วยงานวิทยาศาสตร์ที่เป็นกลางไปแล้ว เข้าจะตรวจลึกลงไปถึงสาแหรกตระกูลมันที่จัดเป็นเชื้อรูปแท่งและพิษที่มันปล่อยออกมา ตอนนี้ก็เหลือแค่รอผลพิสูจน์ ซึ่งระหว่างรอ ก็ขอเอาเรื่องที่คนธรรมดาอย่างเราๆ ทำได้เองมาฝาก คือขอเริ่มจากเตือนให้ท่องคาถาสำคัญไว้ 2 คำดังนี้

“งด” และ “ลด” เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ช่วยสะกด อี.โคไลให้อยู่หมัด

  1. งดผักที่ไม่ได้ล้างสะอาดถึงซอกใบ โดยเฉพาะผักซ้อนใบมีกลีบหลายชั้นอย่าง กะหล่ำปลีที่กินกับส้มตำแซบ หัวผักดากแก้วอวบกรอบที่กินกับสลัด และผักที่เป็นปล้องอย่างถั่วฝักยาว, ผักบุ้ง, ผักกระเฉด เพราะมีโอกาสที่ทั้งอี.โคไลและอีกทั้งเชื้อพยาธิจะซุกซ่อนอยู่ได้มาก
  2. งดผักที่มีการปนเปื้อนมูล อย่างผักที่รดด้วยปุ๋ยคอกและไม่ได้ล้างให้สะอาด หรือผักที่แช่อยู่ในน้ำไม่สะอาด หรือน้ำที่มาจากท่อระบายน้ำ

ส่วนคาถา “ลด” คือ

  1. ลดผักดิบ ไม่ต้องถึงกับอดแต่ขอให “ปรุงสุก” ด้วยความร้อนอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส จำง่ายๆ คือร้อนขนาดแตะหลังมือแล้วสะดุ้งน้อยๆ เพราะอี.โคไลไม่ชอบร้อนจัดนะครับ สำหรับผักสลัดที่จัดใส่ถ้วยพลาสติกหรือถุงผนึกแบบซิปล็อก มาแล้วนั้น ก่อนจะรับประทานก็ขอให้แช่และล้างอีกรอบหนึ่งก็ดีครับ
  2. ลดมือเปียก เมื่อปฏิบัติตามจารีต กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมืออย่างเคร่งครัดแล้ว ขอให้ระวังเรื่องปล่อย “มือเปียก” อีกอย่าง เพราะความชื้นมั้นมันเป็น “ที่ชอบ” ของอี.โคไล เมื่อใช้มือเปียกหยิบผักมากินก็เท่ากับพาอี.โคไลขึ้นเครื่องบินเข้าปากได้ ง่ายขึ้น

สำหรับท่ายที่ถูกหวยได้อาการป่วยไปแล้วและสงสัยว่ามาจากเชื้อญาติร้ายที่กำลังคุกคามเราอยู่ ดังนี้หรือไม่ ให้สังเกตอาการ 3 อย่างง่ายๆ คือ ไข้ ท้องเสียและซึมลง และอาจขยายผลเป็นได้มากถึงขั้นเพลียหมดเรี่ยวแรงและเกิดไตวายได้ ต้องคอยดูแลใกล้ชิดสักนึดครับ

ข้อกำกับสำคัญคือถ้าไม่แน่ใจ “อย่าซื้อยาฆ่าเชื้อมากิน” เพราะจากการค้นคว้าพบว่า เชื้อบ้าเลือดตัวนี้จะแผลงฤทธิ์หนักขึ้นถ้าได้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อหรือยาแก้อักเสบที่เราเรียกกัน…มันจะกลายเป็นยาฆ่าตัวตายแทนนะครับ

Posted in ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ | 2 Comments